Search

เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ สร้างปรากฎการณ์แห่งเศรษฐกิจดิจิทัล

Updated: Apr 27



เดอะมอลล์ กรุ๊ป จับมือ บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ และกลุ่มพันธมิตรธุรกิจ

สร้างปรากฎการณ์แห่งเศรษฐกิจดิจิทัล

ยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย

เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน


บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด จับมือ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ผนึกความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จัดงาน THE PINNACLE OF PROSPERITY (เดอะพินนาเคิล ออฟ พรอสเพอร์ริตี้) ประกาศความร่วมมือในการรังสรรค์ปรากฎการณ์แห่งเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน ด้วย 3 ยุทธศาสตร์หลัก โลกยุคใหม่ไร้พรมแดน (GLOBALIZATION) การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (DIGITALIZATION) และ ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ (TOURISM) เพื่อพลิกฟื้นเศรษฐกิจและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย


นางสาวศุภลักษณ์ อัมพุช ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำและพัฒนาโครงการรีเทลแนวหน้าของประเทศไทย ที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เดอะมอลล์ เดอะมอลล์ ไลฟ์สตอร์ทุกสาขา สยามพารากอน ดิเอ็มดิสทริค อันประกอบด้วย ดิเอ็มโพเรียม ดิเอ็มควอเทียร์ และดิ เอ็มสเฟียร์ เปิดเผยว่า ยุทธศาสตร์สำคัญยิ่งในการเปิดประเทศเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ หลังเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 และการถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องผนึกความร่วมมือทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน โดยมียุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือการมุ่งเน้นไปที่เศรษฐกิจยุค 5.0 และเศรษฐกิจดิจิทัล (DIGITAL ECONOMY) เป็นวาระเร่งด่วน ภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์หลัก คือ โลกยุคใหม่ไร้พรมแดน (GLOBALIZATION), การปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล (DIGITALIZATION) และ การท่องเที่ยว (TOURISM)


GLOBALIZATION ให้ความสำคัญในการมีพันธมิตรธุรกิจระดับประเทศและระดับโลก ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ เพื่อเสริมสร้างรากฐานและ เพื่มศักยภาพ (FOUNDATION AND EFFICIENCY) ความแข็งแกร่งในการเติบโตของประเทศ ยุทธศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย กล่าวคือ การยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจ การเงิน การเดินทางและท่องเที่ยว การบินและโลจิสติกส์ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและเอกชน ในหลายโครงการเช่น โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC), โครงการเส้นทางสายไหม One Belt One Road (OBOR) และโครงการรถไฟความเร็วสูง (HIGH-SPEED TRAIN & AIRPORT LINK) ที่เชื่อมต่อ 3 สนามบิน ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา เข้าไว้ด้วยกัน

DIGITALIZATION องค์กรภาคธุรกิจหลักทุกภาคส่วนต้องมีนวัตกรรมแห่งการเปลี่ยนแปลงให้เป็นโลกแห่งดิจิทัล (DIGITAL TRANSFORMATION) สู่เศรษฐกิจยุค 5.0 อย่างสมบูรณ์แบบ เข้าสู่โลกดิจิทัลแบบไร้ขีดจำกีด และมีระบบนิเวศทางดิจิทัลที่ครบวงจร (DIGITAL ECOSYSTEM) และต้องอาศัยการมี SMART DIGITAL PLATFORM ทั้งยังต้องได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันระดับทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก


TOURISM ภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ กลยุทธ์ที่สำคัญคือจะต้องรีโพสิชั่นนิ่ง (REPOSITIONING) วางเป้าหมายทางการท่องเที่ยวใหม่ มุ่งเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพเป็นหลัก เช่น กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูง กลุ่มนักธุรกิจ รวมทั้งกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ (NEW WEALTH) จากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นภาครัฐต้องผลักดันการฟื้นฟูภาคธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ ตลอดจนผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยว เพื่อส่งผลดีต่อบ่วงโซ่ธุรกิจ คือ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสายการบิน ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจเรือท่องเที่ยวและเรือสำราญ ธุรกิจเอ็นเตอร์เมนท์ ธุรกิจโรงพยาบาล สุขภาพและความงาม ตลอดจนโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นสววรค์ของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล และการท่องเที่ยว (HEAVEN FOR DIGITAL ASSET INVESTOR & TOURISM)


บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำธุรกิจรีเทลระดับโลกที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จึงได้จับมือกับ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ผู้นำธุรกิจด้านสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) และเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain Technology) รวมถึงเป็นผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลหรือตลาดซื้อ-ขายคริปโทเคอร์เรนซี ผ่านบริษัทในเครือ คือ บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ซึ่งครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในประเทศไทย ได้ร่วมกันวางกลยุทธ์การขับเคลื่อนการสร้างระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Ecosystem) เพื่อยังผลให้เกิดการเติบโตเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน (Sustainable Digital Economy) ด้วยการผนึกความร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชน ในภาคอุตสาหกรรมธุรกิจหลักเพื่อให้ประเทศไทยเป็น HEAVEN FOR DIGITAL ASSETS INVESTMENT &TOURISM


ทั้งนี้บริษัทร่วมทุน “บริษัท บิทคับ เอ็ม จำกัด” (Bitkub M Company Limited) เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮดดิ้ง จำกัด และบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ในสัดส่วน 50:50 เพื่อร่วมลงทุนและบริหาร BITKUB M SOCIAL ให้เป็นดิจิทัลคอมมูนิตี้ (Digital Community) แห่งแรกของเมืองไทยที่จะเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยน ความรู้ (Knowledge) ทางด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล (Digital Transformation) สนับสนุนในการสร้างองค์ความรู้สำหรับ สตาร์ทอัพ (Startup) และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (Entrepreneur Economy) และเป็นแหล่งพบปะของนักลงทุนที่สนใจในการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Investment) ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ซึ่งมีส่วนช่วยในการส่งเสริมภาคธุรกิจ การลงทุน พัฒนาบุคลากรทางด้านดิจิทัล สร้างงานสร้างอาชีพ เป็นการกระจายรายได้ และลดช่องว่างทางสังคม อันจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ ยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางของสินทรัพย์ดิจิทัลระดับภูมิภาคเอเชีย (HUB OF DIGITAL ASSETS IN ASIA)


นอกจากนี้เพื่อเป็นการร่วมฉลองเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังมาถึง สร้างบรรยากาศในการจับจ่าย ด้วยการมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าและนักท่องเที่ยวในการนำสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets) มาแลกสินค้าและบริการ ที่ห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า ในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป โดยไม่มีค่าธรรมเนียม ทั้งนี้ เดอะมอลล์ กรุ๊ปฯ ยังได้ร่วมมือกับ บริษัท บิทคับฯ และพันธมิตรทางธุรกิจ ร้านค้า และคู่ค้ากว่า 1,000 ราย จัดกิจกรรม Happy Treasure Hunt กับ NFT (Non Fungible Token) กิจกรรมพิเศษที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจได้สัมผัสกับมิติใหม่แห่งการช้อปปิ้งดิจิทัล สร้างสีสันและดึงดูดลูกค้าให้ได้เข้ามาใช้บริการในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้


พร้อมกันนี้ยังได้เปิดตัวเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจชั้นนำ ทั้งทางด้าน ธุรกิจค้าปลีก เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ธุรกิจทางด้านการท่องเที่ยว และบริการ ธุรกิจสายการบิน และเรือสำราญ ธุรกิจโรงแรม และ Hospitality ธุรกิจทางด้านศูนย์สุขภาพและความงามรวมถึงโรงพยาบาล โครงการทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจยานยนต์ ซุปเปอร์คาร์ และเรือยอร์ชเพื่อการท่องเที่ยว ฯลฯ


โดยได้ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สายการบินแอร์เอเซีย, สายการบินบางกอกแอร์เวย์, โรงแรมในเครือดุสิต, เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ (BDMS), โรงพยาบาลเกษมราษฏร์, อนันดา พร้อพเพอร์ตี้ และบริษัทฯในเครือ, และมิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป เป็นต้น จัดแคมเปญพิเศษเพื่อต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขในช่วงปีใหม่นี้ ทั้งยังเป็นการสร้างประสบการณ์การใช้สินทรัพย์ดิจิทัล อันแสดงถึงการส่งเสริมสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ



นายจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด กลุ่มธุรกิจผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลและเทคโนโลยีบล็อกเชน และดำเนินการตลาดซื้อขายคริปโทฯผ่าน บิทคับ ออนไลน์ ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดในไทย กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “ การเกิดขึ้นของบล็อกเชนที่เป็นเทคโนโลยีเบื้องหลังของคริปโทเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ดิจิทัล เปรียบเสมือนการเกิดขึ้นของอินเตอร์เน็ตเมื่อยี่สิบปีที่แล้วที่ทำให้เกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ขึ้นรวมถึงสร้างภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจใหม่ในยุคที่ผ่านมา ในยุคนี้นอกจากบล็อกเชนจะมาเปลี่ยนแปลงวงการการเงินแล้วยังสามารถช่วยแปลงแปลง ยกระดับ และเพิ่มมูลค่าให้แก่วงการอื่นๆได้ เช่น ในวงการศิลปะและเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ได้มีการทำ NFT (Non-Fungible Token) เพื่อขาย ประมูล งานศิลปะและงานออกแบบทำให้เป็นช่องทางใหม่ในการสร้างรายได้ของเหล่าศิลปินและนักออกแบบจากความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนั้นแล้ว NFT ยังเข้ามาเปลี่ยนวงการเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ อย่างที่ทางกลุ่มบิทคับ ได้ร่วมพัฒนา Fans Token ร่วมกับเหล่ายูทูเบอร์ชั้นนำที่มีผู้ติดตามรวมกว่า 50 ล้านบัญชี อย่าง บี้ เดอะสกา (BIE The SKA) ปลื้ม วีอาร์โซ (Pleum VRZO) เก๋ไก๋ สไลเดอร์ (Kaykai Salaider) คิวเท อ๊ปป้า (Kyute Oppa) และ สไปรท์เดอร์ (SpriteDer SPD) รวมถึงการสร้างปรากฏการณ์ Miss Universe Thailand NFT ร่วมกับทาง TPN GLOBAL ซึ่งถือได้ว่าเป็น Beauty Pageant NFT Collection ครั้งแรกของโลกที่ได้รับการตอบรับเกินความคาดหมาย เนื่องจากเป็นการสร้างเอนเกจเม้นท์ระหว่างแฟนคลับและตัวศิลปินได้เป็นอย่างดี และล่าสุด การนำประโยชน์ของเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ร่วมกับวงการค้าปลีกและไลฟ์สไตล์ โดยการร่วมมือกับทางเดอะ มอลล์ กรุ๊ป ในครั้งนี้จะเป็นอีกการพลิกโฉมครั้งสำคัญในการสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ เป็นแห่งแรกๆของโลก เนื่องจากจะมีการผสานทั้งการใช้กระเป๋าคริปโทเคอร์เรนซีในการแลกเปลี่ยนสินค้าได้สะดวกสบายมากขึ้น และการให้โปรโมชั่น สิทธิพิเศษผ่านกลไกของ NFT (Non-Fungible Token) รวมถึงการนำ Gamification มาเพิ่ม Foot traffic ให้กับศูนย์การค้า เช่นการแจก NFT Card ที่มีรางวัลพิเศษเฉพาะผู้ที่เข้ามาจับจ่ายใช้สอยที่ศูนย์การค้าหรือห้างสรรพสินค้าเท่านั้นจึงจะได้รางวัลพิเศษนั้นไป ซึ่งของรางวัลบางอย่างอาจถือเป็นประสบการณ์ที่ถึงแม้มีเงินก็ซื้อไม่ได้ เป็นการเชื่อมประสบการณ์ที่ดีระหว่างแบรนด์และกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ช่วยเพิ่มยอดขายหน้าร้านและยังสามารถผสานสิทธิประโยชน์ระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ได้อีกด้วย


นอกจากนี้กระแสของโลกที่มีกลุ่มผู้มั่งคั่งและมีกำลังจับจ่ายใช้สอยกลุ่มใหม่ (New Wealth) ที่มีรายได้จากแวดวงเทคโนโลยีกลุ่มใหม่ๆเช่นบล็อกเชนและสินทรัพย์ดิจิทัล หรือผู้ที่สามารถทำงานให้บริษัทเทคโนโลยีใหญ่ๆได้จากทั่วทุกมุมโลก คนเหล่านี้สามารถทำงานที่ไหนก็ได้โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสำนักงาน (Digital Nomad) หรือกลุ่มที่เป็นคนๆเดียวแต่มีหลายทักษะและสามารถทำงานให้หลากหลายบริษัทในขณะเดียวกัน (Nano Entrepreneur) คนกลุ่มนี้มีกำลังซื้อมากและนิยมการพักผ่อนในต่างประเทศแบบท่องเที่ยวพักผ่อนไปด้วยทำงานไปด้วย (Workation) และมีการอาศัยในประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นระยะเวลายาวนานกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป (Longer Term Stay) หากประเทศของเรามีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี (Technology Infrastructure) ร่วมกับภาคส่วนต่างๆที่สามารถรองรับความต้องการและสร้างความสะดวกแก่กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ได้น่าจะช่วยฟื้นฟูและเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวของประเทศไทยหลังโควิดได้อีกทางหนึ่ง แอปพลิเคชันต่างๆที่สร้างขึ้นบนบล็อกเชนสามารถนำมูลค่าที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเลเยอร์ของธุรกิจให้มีมูลค่าขึ้นมาได้รวมถึงเป็นการเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ต่างๆได้อย่างไร้รอยต่อ เช่น การแชร์คะแนนสะสมของแบรนด์ หรือผู้ให้บริการ หากนำคะแนนสะสมเหล่านั้นขึ้นมาอยู่บนบล็อกเชนจะสามารถแลกเปลี่ยนระหว่างกันได้โดยง่าย ทำให้แบรนด์ต่างๆสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีสำหรับลูกค้าหรือผู้ใช้บริการร่วมกับคู่ค้าทางธุรกิจ ซึ่งจากคุณประโยชน์ที่กล่าวมานั้นหากเรามีการเปิดให้ความรู้แก่ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน หรือผู้ที่สนใจทั่วไปในวงกว้าง ก็จะได้ผู้มีความรู้ ความสามารถ เข้าเป็นแรงงานหรือผู้ประกอบการสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นทุนทางทรัพยากรมนุษย์ (Human Capital) ที่มีทักษะและองค์ความรุ้ใหม่ๆที่จะเพิ่มรายได้และขีดความสามารถที่ทำให้ประเทศสามารถหลุดจากกับดักรายได้ปานกลางในที่สุด ดังนั้น ทางบิทคับและเดอะมอลล์กรุ๊ปจึงมุ่งมั่นตั้งใจสร้างคอมมูนิตี้แห่งการเรียนรู้และแบ่งปัน ซึ่ง “บิทคับ เอ็ม โซเชียล” (Bitkub M Social) นอกจากจะเป็นที่พบปะของบรรดานักลงทุนและคนรักในสินทรัพย์ดิจิทัลแล้วยังเป็นแหล่งอบรม ให้ความรู้ สามารถจัดสัมมนากลุ่มขนาดเล็กได้ รวมถึงยังเป็นแหล่งบ่มเพาะสตาร์ทอัพ ด้วยการจัดโปรแกรม แอคเซเลอเรเตอร์ (Accelerator) อินคิวเบเตอร์ (Incubator) จากทาง บิทคับ อะคาเดมี (Bitkub Academy) และ บิทคับ เวนเจอร์ส (Bitkub Ventures) อีกด้วย ทั้งหมดนี้จะเป็นสร้างอีโคซีสเต็มทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงและยั่งยืน”

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวเสริมว่า ทั้งนี้ BITKUB M SOCIAL จะเป็นดิจิทัล คอมมูนิตี้ของผู้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Community) แห่งแรกของเมืองไทย ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยตอบโจทย์ของนักลงทุนและผู้ที่สนใจ เพียบพร้อมไปด้วยศูนย์การเรียนรู้ การอบรม สัมมนา ห้องประชุม เอ็นเอฟทีแกลอรี่ ร้านค้า คาเฟ่และบาร์สุดเก๋ เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ พบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ของคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจในสินทรัพย์ดิจิทัล พร้อมเปิดระบบสมาชิก BITKUB M SOCIAL MEMBERSHIP ที่สมาชิกคนสำคัญจะได้สิทธิพิเศษต่างๆ มากมายก่อนใคร ไม่ว่าจะเป็นของขวัญของรางวัลสำหรับสมาชิก ส่วนลดสุดพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ที่ปรึกษาการลงทุนส่วนบุคคล และการอบรมคอร์สพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เป็นต้น


และเพื่อเป็นการมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งในรูปแบบใหม่ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขที่กำลังมาถึง โดยในระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2564 – 28 กุมภาพันธ์ 2565 นี้ กับครั้งแรกของศูนย์การค้า และห้างสรรพสินค้าในไทยที่เปิดโอกาสให้นำสินทรัพย์ดิจิตอลชั้นนำถึง 7 สกุล ได้แก่ Bitcoin (BTC), Ethereum (ETH), Bitkub Coin (KUB), Tether (USDT), XRP, Stellar (XLM) และ JFIN COIN (JFIN) มาแลกเป็นสินค้าหรือบริการโดยไม่มีค่าธรรมเนียม ณ ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ทุกสาขา และร้านค้าภายในศูนย์การค้าที่ร่วมรายการ พร้อมรับสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นมากมาย

นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับบิทคับ และพันธมิตรทางธุรกิจ ร้านค้า และคู่ค้ากว่า 1,000 ราย จัดกิจกรรม Happy Treasure Hunt Game ครั้งแรกของโลกกับ NFT : GIFT OF THE FUTURE แจกปังๆ 222,222 รางวัล จาก 663 รอบการเล่น มูลค่ารวมกว่า 120 ล้านบาท กิจกรรมพิเศษที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าและผู้ที่สนใจได้พบกับ Digital Game AR/QR และ Crypto Characters สุดน่ารัก และสัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งดิจิทัล เปิดประสบการณ์ในการช้อปปิ้งรูปแบบใหม่ รวมถึงการสร้างบรรยากาศ สร้างสีสันและดึงดูดลูกค้าให้ได้เข้ามาใช้บริการในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 จนถึง 3 มกราคม 2565 ที่ เดอะมอลล์ท่าพระ, บางแค, เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ทุกสาขา, เอ็มโพเรียม, เอ็มควอเทียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์”





6,732 views2 comments

Recent Posts

See All